ทุกข์ลาภ ของเลสเตอร์ออกผลแล้ว

ถือว่าเป็นปีที่ทำให้พวกเค้าเริ่มกลับมาอยู่กับความจริงมากขึ้น กับ จิ้งจอกสยาม เลสเตอร์ซิติ้ ที่ตอนนี้ผลงานกราวรูดร่วงไปแบบไม่เป็นท่าเลยหากเทียบกับฤดูกาลที่แล้ว ส่วนหนึ่งน่าจะมีผลจากเกม UCL ที่ต้องบอกว่าเป็นทุกขลาภของพวกเค้าอย่างแท้จริง แม้ว่าจะได้เขียนประวัติศาตร์หน้าใหม่ของสโมสรด้วยก็ตามที

สมาธิไปอยู่ที่ถ้วย UCL กันหมด

อย่างแรกที่ทำให้ผลงานของลีคตกลงไปอย่างน่าใจหายเลยก็คือ สมาธิของนักเตะไปอยู่ที่เกม UCL กันไปหมด สังเกตุได้จากเกมลีคที่จะต้องเล่นก่อนไปเล่น UCL กลางสัปดาห์ พวกเค้ามักจะเล่นได้ไม่ดีเลยทั้งแพ้ลิเวอร์พูล แพ้แมนยู แพ้เชลซี และเสมอกับสเปอร์ส จริงอยู่ว่าโปรแกรมอาจจะไม่เป็นใจด้วย แต่รูปเกมก็สู้ไม่ได้จริงๆ

สภาพความอ่อนล้าของร่างกาย

ทุกข์ลาภข้อที่ 2 ที่กำลังจะเล่นงานจิ้งจอกสยามอยู่ในตอนนี้ก็คือ เรื่องของเกมกลางสัปดาห์ที่ส่งผลต่ออาการเหนื่อยล้าสะสมให้กับนักเตะแล้ว เพราะหลังจากเปิดฤดูกาลมา พวกเค้าต้องเตะสัปดาห์ละ 2 เกมมาอย่างน้อยก็ 4-5 ครั้งแล้ว นั่นทำให้นักเตะเหนื่อยกว่าเดิม (ขาดตัวสำหรับโรเตชั่นด้วย) เลยทำให้เกมที่แพ้เวสต์บรอมดูขาดๆเกินไป

การลงไปเล่นในฐานะแชมป์เก่า

ทุกข์ลาภข้อที่ 3 ก็คือ การลงไปเล่นในฐานะแชมป์เก่าติดอาร์มทองอย่างดี การทำแบบนี้ทำให้คู่ต่อสู้ที่เจอนั้น ต่างมุ่งหวังที่จะเอาชนะเลสเตอร์ให้ได้ ไม่มีใครมองข้ามพวกเค้าอีกแล้ว ทำให้แต่ละเกมของเลสเตอร์นั้นยากขึ้นๆเรื่อยๆเหนื่อยมากขึ้น สุดท้ายทำให้เกมลีคของพวกเค้านั้นมีผลงานไม่ดีเอาเสียเลย มาลุ้นกันว่าหลังจบ UCL รอบแบ่งกลุ่มไปแล้ว พวกเค้าจะกลับมาเร่งเครื่องในลีคได้มากน้อยแค่ไหน

หงส์แดง

หงส์แดง ทำไมไม่มาตามนัด

หงส์แดง
หงส์แดง

ถือว่าเป็นเรื่องช็อคเลยทีเดียสำหรับแฟนบอลเดอะค็อปทั่วโลกที่ตอนแรกเห็นการประกบคู่รองรอบชนะเลิศ ถ้วยลีคคัพแล้วก็คงอยากจะให้เกมแดงเดือดในรอบชิงชนะเลิศ แต่ปรากฏว่ากลับมาโดนนักบุญสอยร่วงซะอย่างนั้นเอง วันนี้เรามาวิเคราะห์กันเล่นๆดีกว่าว่าทำไม ลิเวอร์พูลไม่มาตามนัด

เกมแรก ผิดคาด และผิดฟอร์ม

เกมรองรอบชนะเลิศอย่างนี้ แบ่งการแข่งออกเป็น 2 เกม พบกันแบบเหย้าเยือน เกมแรกต้องถือว่าเป็นทางลิเวอร์พูลเองที่เล่นประมาท และส่งตัวเล่นแบบไม่ฟูลทีมเท่าไร ทำให้พอลงไปสนามจริงก็เลยสู้ไม่ได้ แพ้ไปก่อน 1-0 ตอนนั้นหลายคนอาจจะคิดว่า ลิเวอร์พูลน่าจะกลับมาปิดจ็อบได้ในบ้านแต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย

เกมรับเหนียวไปไม่เป็นตลอด

ช่วงแรกของฤดูกาลนี้ลิเวอร์พูลถือว่าเป็นทีมที่มีเกมรุกร้อนแรงเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น คูตินโญ่ ฟีร์มีย์โน่ ลัลลาน่า มาเน่ แต่ไหงตอนนี้กลายเป็นเสือไร้เขี้ยวไปได้ก็ไม่รู้เหมือนกัน ยิ่งพอเจอเกมรับของทีมที่เหนียวๆหน่อยนี่เจาะกันไม่ได้เลย อย่างกับนักบุญเซาธ์แธมป์ตันนี่เห็นเลย เพราะว่าเค้าเล่นเหมือนกันทั้งสองนัด แต่ก็ยังยิงเค้าไม่ได้สุดท้าย เจอเค้าดักสวนครั้งเดียวตูม หาย

แดเนียล สเตอร์ริจ

คนที่ต้องบอกว่า น่าผิดหวังจริงๆก็คือ แดเนียล สเตอร์ริจ กองหน้ากระดูกเปราะที่สองเกมที่เจอกับนักบุญเค้าทำอะไรได้ไม่เป็นชิ้นเป็นอันเลย อย่างเกมล่าสุดนี้ เค้ามีโอกาสสวยๆ เหน่งๆ จากเพื่อนๆที่สร้างโอกาสมาให้สองสามครั้ง แต่ก็เป็นตัวเค้าเองที่ทำไม่ได้ ยิงนกตกปลาไปไหนก็ไม่รู้ ส่วนตัวอยากให้มีการเปลี่ยนแปลงในซัมเมอร์นี้นะ เพราะ หริด เล่นไม่ได้เหมือนเดิมอีกแล้วการนำเข้ากองหน้ามาแทนก็น่าจะเป็นคำตอบที่ดี

มา(ต้า) ไม่ไปไหนแล้ว

หลังจากที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประกาศว่าผู้จัดการทีมคนต่อไปจาก หลุยส์ ฟาน กัล ก็คือ โชเซ่ มูรินโญ่ เชื่อว่าแฟนผีหลายคนหรือเกือบทุกคนคงจะดีใจแน่นอน แต่พอดีใจได้สักพักก็เริ่มคิดถึงอนาคตของนักเตะขวัญใจมหาชนของทีมอย่าง ฆวน มาต้า ที่เคยมีปัญหากันจน มาต้า ต้องย้ายทีมหนีมาแมนยู ทีนี้พอ โชเช่มา มาต้าต้องระเห็จไปอีกไหม นี่คือคำถาม

ซื้อ ป็อกบา มาเล่น ไม่ใช่มาไล่

ยิ่งพอมูรินโญ่ มา ก็มีการเปิดตัวโคตรดีลอย่าง ป็อกบา กองกลางตัวเก่งมาจากยูเวนตุสด้วย รวมถึงการซื้อ เฮนริค มคิทาร์ยานมาอีก ยิ่งทำให้แฟนผีบางส่วนเริ่มทำใจไว้บ้างแล้วว่า อาจจะต้องเสียแข้งสเปนคนนี้ไปค่อนข้างแน่นอน เพราะตอนนั้นกองกลางตัวกลางมีอยู่หลายคนเลย ไม่ว่าจะเป็น คาร์ริค ชไวนี่ เอเรร่า เฟลไลนี่ ชไนเดอร์ลิน ทำให้โอกาสการได้ลงสนามของมาต้า ภายใต้การทำทีมของมูรินโญ่ ดูจะมืดลงไปเรื่อยๆ

ความจริงกับความคิดที่สวนทางกัน

แต่พอฤดูกาลเริ่มต้นขึ้น มาต้า กลับเป็นหนึ่งในนักเตะเดิมที่รองจาก เดวิด เด เคอา และ รูนี่ย์ ที่จ่ามูส่งลงสนามจากสถิติ ลงเล่น ในพรีเมียร์ลีค 6 เกม(จากทั้งหมด 7 เกม) ผลงาน 2 ประตู กับ 1 แอสซิสต์ ถือว่ามาต้าเล่นเกมกลางสนามได้ดีทีเดียว เลยทำให้ข่าวเรื่องของการย้ายทีมของมาต้า ดูเงียบไป อาจจะเป็นเพราะว่ามีกระแสของรูนี่ย์มากลบไปด้วย

การต่อสัญญา แบบยาวๆ

เพียงแค่ข่าวเงียบไม่ได้หมายถึงเรื่องจบแล้ว จนกระทั่งมีข่าวเล็ดลอดออกมาว่า ทางสโมสรได้ตกลงต่อสัญญากับทางมาต้า ออกไปอีก 4 ปี โดยทางสโมสรจะประกาศการต่อสัญญาในช่วงคริสต์มาสที่กำลังจะมาถึงนี้ เพื่อเป็นของกำนัลแฟนๆ ก็น่าจะถือว่าเป็นเรื่องดีของทั้งมาต้า และแฟนบอลทีเดียว อยู่กันไปนานๆนะพี่ต้า แขวนสตั๊ดที่นี่เลยก็ดี

 

เกมผีชุกชม ปัจจัยสำคัญช่วงท้ายฤดูกาล

ถือว่าเป็นข่าวที่สร้างข่าวปวดหัว ให้กับผู้จัดการทีมอย่าง จ่ามู ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอย่างมาก นั่นก็คือโปรแกรมการแข่งขันช่วงท้ายฤดูกาลที่อาจจะเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากการที่ทีมของตัวเองได้ผ่านเข้ารอบคัดเลือกไปถึงรอบลึก ซึ่งมันจะกระทบต่อโปรแกรมลีคที่ต้องมีการเลื่อนวันแข่งออกไปเนื่องจากมันชนกัน

เกมบอลถ้วย สำคัญต้องเอาไว้ก่อน

ถึงแม้ว่าการเข้ารอบลึกๆในบอลถ้วยจะทำให้เกมในลีคกระทบต้องเลื่อน ต้องปรับกันใหม่ ก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับตามตรงว่าเกมบอลถ้วยเป็นความหวังของทีมในฤดูกาลนี้อย่าง ถ้วยอีเอฟแอลคัพ(ลีคคัพ) นั้นตอนนี้ทีมก็อยู่ในสถานะที่ดีก็คือแหย่ขาข้างหนึ่งไปสู่รอบชิงที่มีนักบุญไปรออยู่ก่อนแล้ว แน่นอนว่าถ้าผ่านฮัลล์ไปได้ การได้เจอกับนักบุญ ก็น่าจะมีหวังว่า ฤดูกาลนี้มีแชมป์ติดมืออย่างแน่นอน ส่วนถ้วยเอฟเอคัพ อันนี้ยังห่างต้องรอดูไปเรื่อย

การเลื่อนโปรแกรมไปในวันที่ไม่เป็นใจ

หากเราต้องการแชมป์บอลถ้วย การต้องเจอการเลื่อนโปรแกรมก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องทำใจ แน่นอนว่าการเลื่อนโปรแกรมออกไปในครั้งมันต้องเลื่อนไปในวันที่เราไม่ชอบ และไม่เป็นใจอย่างแน่นอน ทั้งนี้คนจัดโปรแกรมเค้าไม่ได้คิดเรื่องทีมที่จะแข่งขัน เค้ากำลังคิดเรื่องลิขสิทธิ์ถ่ายทอดต่างหาก อย่างเกมแมนเชสเตอร์ดาร์บี้ที่ต้องเลื่อนไปเนี่ย รับรองได้เลยว่า แมนยูจะต้องเจออะไรที่เซอร์ไพร์ส อย่างแน่นอน

บอลลีค แชมป์ต้องยอม ท็อปโฟร์ไม่ยอม

อย่างไรก็ดีหากเรามองกันแบบความเป็นจริงแล้ว แชมป์บอลลีคนี่ก็ถือว่าเลิกหวังไปก่อนเพราะว่าเชลซีร้อนแรงเหลือเกิน แต่การดันตัวเองให้ติดท็อปโฟร์ได้นั้น ไม่น่าจะไกลเกินเอื้อมเท่าไร แต่ก็ต้องมาลุ้นกันว่า โปรแกรมที่เลื่อนไปใหม่นั้น มันจะทำให้การติดท็อปโฟร์มีปัญหาหรือเปล่า แต่ถ้าแมนยูไม่อยากพลาดก็ต้องทำให้ได้

พรีเมียร์ลีค ลีคแห่งความไม่แน่นอนที่สุด

หากถามว่า เสน่ห์ของพรีเมียร์ลีคที่ทำให้คนไทยติดกันงอมแงม รวมถึงประเทศอื่นๆทั่วโลกนั้นมันอยู่ตรงไหน นอกจากจะเป็นการเล่นที่ดุดัน ถึงลูกถึงคนแล้ว เชื่อว่าการพลิกเกมไปมาระหว่างเสมอ ชนะ แพ้ โดยไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลยนี่แหละ ทำให้ลีคนี้มีเสน่ห์ที่น่าดึงดูดใจอย่างมากที่สุด อย่างเช่นในสัปดาห์ทีผ่านมา
ลูกโทษกลับไปมา ของเกมอาร์เซนอล
เกมแรกที่ต้องบอกว่า “ดราม่า” กันแบบสุดๆก็คือ เกมระหว่าง อาร์เซนอล กับ เบิร์นลี่ย์ ที่ต้องบอกว่าหากเรามองจากกระดาษและรายชื่อผู้เล่นแล้ว อาร์เซนอล น่าจะเอาชนะได้แบบง่ายๆไม่ต้องคิดอะไร แต่ในสนามไม่เป็นอย่างนั้นเลยกว่าอาร์เซนอล จะเจาะเข้าไปได้ก็ครึ่งหลังแล้ว แถมอาร์เซนอลยังมาเหลือ 10 คนอีก ตอนท้ายเกมในช่วงนาทีที่ 90+2 เบิร์นลี่ยมาได้จุดโทษตีเสมออีก เกมทำท่าว่าจะจบอยู่แล้ว แต่พอมานาทีที่ 90+4 อาร์เซนอลมาได้จุดโทษเหมือนกัน แล้วก็ชนะไป 2-1 อะไรมันจะดราม่าขนาดนั้นเนี่ย
อย่าประมาททีมเล็กเด็ดขาด
เกมแรกว่าดราม่าแล้ว เกมที่สองไม่แพ้กันเลยนั่นก็คือ เกมระหว่างลิเวอร์พูล กับสวอนซี ที่ตอนแรกลิเวอร์พูลที่ขาดมาเน่ ไปน่าจะเบียดได้อย่างไม่ยาก แต่ก็ไม่เป็นอย่างนั้นอีกแหละ ทางสวอนซีมาดีมาก โดยเฉพาะ ยอเรนเต้ หัวหอกร่างโย่งประสบการณ์สูงที่ป่วนแนวรับจนเสียกระบวนไปเยอะ จนทำให้สวอนซีนำไปก่อน 2-0 ตอนแรกก็นึกว่าจบแล้ว แต่ลิเวอร์พูลก็ตามมาได้ที่ 2-2 แต่สวอนซีก็นำไปอีก 3-2 จนจบสกอร์นี้ ช็อคตาตั้งกันไป อีกเกมก็คือ แมนยู ไปเจอสโต๊คที่บอกว่าไม่หมูเลย แล้วก็ไม่หมูจริง เพราะสโต๊คนำไปก่อน 1-0 แล้วเล่นดีมากรับกันเป็นระเบียบ แต่ดราม่าอีกช็อตก็มา เนื่องจากรูนีย์ได้ยิงฟรีคิกมุมที่ไม่น่าจะยิงเข้าก็เข้าเฉย ได้เซฟ 1 คะแนนกลับบ้าน พร้อมกับทำลายสถิติใหม่อีก สุดยอดไปเลยลีคนี้

แมนซิตี้ อาการเสียทรง

ถือว่าเป็นช่วงพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกอย่างแท้จริงเลยทีเดียว สำหรับเป๊บ กวาดิโอลาร์ ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ที่ตอนนี้กำลังเจอภาวะเสียทรงอย่างแรงจากเกมล่าสุดที่บุกไปที่กูดิสัน พาร์ค แล้วโดนเหล่าทอฟฟี่เมน อัดซะยับไปถึง 4-0 เลยทีเดียวมาดูกันว่า ทำไมทรงบอลที่เคยดุดันมันถึงกลายเป็นอย่างนี้ไปเสียได้
ปรัชญา เปลี่ยนไม่ง่ายอย่างที่คิด
การเข้ามาของเป๊บ นั้นอย่างแรกที่เราเห็นได้ชัดเจนเลยก็คือ การเปลี่ยนแปลงปรัชญาการเล่นของแมนซิตี้ที่ปรับเปลี่ยนไปเยอะ โดยเป๊บจะเน้นไปที่การเซ็ตบอลมาตั้งแต่หน้าโกลเลย เลยเป็นที่มาของการนำเข้า บราโว่ มาแทน ฮาร์ท ซึ่งตอนแรกปรัชญานี้มันก็ทำงานได้ผลดีอยู่หรอก แต่พอคู่ต่อสู้จับทางได้แล้ว เล่นบีบเร็ว เพรสซิ่งสูง จะถ่ายบอลบนพื้นก็ทำไม่ได้ สุดท้ายก็เลยวนๆมั่วไปมาอย่างที่เห็นในเกมนั่นแหละ การเปลี่ยนปรัชญาแนวคิดการทำทีมของโค้ชที่มีต่อนักเตะไม่ง่ายอย่างที่คิด
นักเตะเล่นไม่เข้าระบบอย่างที่ต้องการ
การเข้ามาของเป๊บนั้น ด้วยแนวคิดการทำทีม วิธีการเล่นที่แตกต่างจากยุคของ เปเญกรีนี่ ผู้จัดการทีมคนก่อน ทำให้เค้าต้องนำเข้านักเตะมาเพื่อให้ระบบตามที่ต้องการ แต่พอเอาเข้าจริงนักเตะหลายคนเล่นไม่เข้าระบบที่เค้าต้องการเลย แม้แต่ จอห์น สโตน กับ บราโว่ ที่เป๊บเลือกซื้อเข้ามาเอาจริง จะมีเพียงแค่ เควิน เดอ บรอย์ เท่านั้นแหละที่เล่นแล้วดูเข้าระบบที่เป๊บต้องการ
ทีมเล็กสู้ได้ ทีมใหญ่ไม่ไหว
จากปรัชญาเน้นการครองบอล ถ่ายบอลบนพื้นเป็นหลักของเป๊บนั้น หากเจอคู่แข่งที่ห่างชั้นกว่า อันนี้เอาชนะได้สบาย แต่พอเจอคู่แข่งเขี้ยวๆหน่อย วิธีนี้ไม่ไหวเลย มีเพียงแค่เกมที่เอาชนะ แมนยู และ อาร์เซนอล เท่านั้นที่ทำได้ นอกนั้นเจอทีมใหญ่ ไม่ชนะเลย เป๊บต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ก่อนจะสาย

ประเด็นน่าสนใจไทยลีค ก่อนเกมนัดแรก

เชื่อว่าตอนนี้แฟนบอลไทยลีคบ้านเราไม่ว่าจะเป็นทีมในกรุงเทพ ทีมในต่างจังหวัดจะแฟนบอลในไทยลีค 1 2 3 หรือ 4 คงกำลังจะเตรียมตัววางแผนออกไปเชียร์เกมแรกที่จะเปิดวิกวันที่ 11-12 กุมภา กันแล้ว ก่อนจะไปดูเกมเราขอโหมโรงเรียกน้ำย่อยด้วยประเด็นน่าสนใจกันสักนิดว่ามีอะไรบ้าง

เชียงรายโฉมใหม่จะเป็นอย่างไร

เชียงรายถือว่าเป็นทีมที่สร้างเซอร์ไพร์สในกับวงการฟุตบอลไทยได้มากที่สุดในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะที่ผ่านมา เนื่องจากเค้ามีเงินทุนเข้ามาสนับสนุนเยอะเลยทำให้มีการเปลี่ยนแปลงแบบโละทีมเลย เริ่มตั้งแต่อเล็กซานเดอร์ กาม่า กลับมาคุมในไทยอีกครั้ง กับดีลของธนบูรณ์ และคนอื่นอีกหลายคน งานนี้อยากเห็นแล้วว่าจะเป็นทีมแบบไหน

การเล่นของเมืองทองเมื่อขาดธนบูรณ์

เมื่อธนบูรณ์ไปเชียงราย คำถามก็คือ เมืองทองจะเอาใครมาแทน โอเคล่ะกว่าการได้ตัวนักเตะระดับแชมป์ ACL มาถือว่าเป็นการทดแทนที่สมน้ำสมเนื้อ แต่ว่ารูปแบบการเล่นเป็นสิ่งที่เราอยากเห็น แล้วไหนจะขาดเจ เมื่อถึงเลกสองไปอีก งานนี้ต้องดูแล้วว่า โค้ชแบน จะวางแผนอย่างไร เกมแรกไม่ง่ายเสียด้วยนะ

บุรีรัมย์จะเปิดตัวได้ดีแค่ไหน

อีกทีมหนึ่งที่ประกาศกร้าวเลยว่าจะกลับมาคว้าแชมป์ให้ได้นั่นก็คือ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ถือว่าตกไปสักหน่อยในฤดูกาลที่แล้ว ปีนี้ต้องมาดูว่า การกลับมาครั้งนี้จะทำได้ดีแค่ไหน หลังจากเอาชนะล้านช้างในเกมแม่โขงคัพได้แบบหืดๆ งานนี้บุรีรัมย์ต้องแก้ตัวให้ดีกว่านี้ แต่ก็ไม่ง่ายเหมือนกันเพราะชลบุรี ทีมสปิริตสู้ดีเหลือเกิน

แบงค็อก จะต่อยอดทีมอย่างไร

สุดท้ายรองแชมป์เก่าอย่าง แบงค็อก ที่ต้องบอกว่าปีที่แล้วมาดีมากๆ กองหน้าอย่าง มาริโอ ยูรอฟสกี้ กับ ดราแกน เล่นดีมากๆ มาปีนี้แบงค็อก เสริมทีมนิดหน่อย เพราะลงตัวอยู่แล้ว ต้องมาดูกันว่าจะต่อยอดได้ดีแค่ไหน ดีว่าเกมแรกไม่ใช่งานยากเท่าไร น่าจะเอาชนะไปได้ แต่จะทำได้ดีแค่ไหนกัน

สรุปผลรางวัล The Best จากการประกาศของฟีฟ่า

รอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีการประกาศรางวัลที่สำคัญอยู่รายการหนึ่งนั่นก็คือ การประกาศรางวัล The Best ที่จัดโดยฟีฟ่า ที่แยกตัวออกมาจาก นิตยสาร ฟรานซ์ ฟุตบอล ปีนี้พวกเค้าแจกรางวัลทั้งหมด 9 รายการ แต่รายการที่อยู่ในความสนใจของคนทั่วไปมีอยู่ 3 รายการเราขอคัดมาสรุปไว้ตรงนี้กันเลยว่า

ผู้จัดการทีมชาย ยอดเยี่ยม

รางวัลแรกเป็นรางวัลโค้ช ผู้จัดการทีมชาย ยอดเยี่ยม แน่นอนว่าเคลาดิโอ รานิเอรี่ ผู้จัดการทีมจิ้งจอกสยามเป็นผู้ได้รับรางวัลนี้ไปตามคาดเนื่องจากผลงานในการสร้างเทพนิยายเลสเตอร์ ซิตี้ให้กลายเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีคแบบหักปากกาเซียนคนทั้งโลก ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นอีกง่ายๆแล้วกับเรื่องราวแบบนี้

ลูกยิงที่สวยที่สุด

รางวัลที่สองถือว่าเป็นไฮไลต์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของงานครั้งนี้เลยนั่นก็คือ รางวัลสุดยอดการทำประตูยอดเยี่ยม หรือ มีชื่อเรียกว่า ปุสกัส อวอร์ด รางวัลนี้ตกเป็นของ โมะหื ฟาอิซ สุบรี นักเตะมาเลเซีย จากการยิงฟรีคิกระยะไกลเข้าไปอย่างสุดสวย งดงาม รางวัลนี้มันพีคตรงนี้เค้าเป็นชาวเอเชียคนแรกที่ได้ขึ้นไปรับรางวัลในเวทีนี้ด้วย สุดยอดจริงๆ

นักฟุตบอลชาย ยอดเยี่ยม

ส่วนรางวัลที่ได้รับความสนใจมากที่สุดนั่นก็คือ รางวัลนักฟุตบอลชายยอดเยี่ยมแห่งปี แน่นอนว่าปีนี้ต้องยกให้เค้าจริงๆนั่นก็คือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จากผลงานในลีคที่สามารถพุ่งชนความสำเร็จด้วยการเป็นแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยส์ลีค ส่วนทีมชาติเค้าก็เป็นส่วนสำคัญในการพาทีมชาติโปรตุเกส เถลิงแชมป์ยุโรปในการแข่งฟุตบอลยูโร 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศส มาครองได้อย่างที่ต้องเรียกว่าหักปากกาเซียนเหมือนกัน ซึ่งถือว่าเป็นปีทองของเค้าเลยทีเดียว ยังไงก็ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลทุกคนด้วย

มนต์เสน่ห์ เอฟเอคัพ ที่ทำให้ทุกคนสนใจ

ช่วงนี้พรีเมียร์ลีกต้องหลีกทางให้กับฟุตบอลถ้วยที่ว่ากันว่าเก่าแก่ที่สุดในโลกอย่าง เอฟเอคัพ อังกฤษ ซึ่งแน่นอนว่าในยุคที่โลกหมุนเร็วมากอย่างนี้ ฟุตบอลเอฟเอคัพอาจจะไม่น่าสนใจเหมือนเดิมอีกแล้ว แต่หากเราดูให้ดีรายการนี้ก็ยังมีมนต์เสน่ห์ที่น่าค้นหาและน่าสนใจอยู่เหมือนเดิม มาดูกันว่าเป็นอะไร

การพลิกล็อคแบบหักปากกาเซียน

ตั้งแต่เอฟเอคัพ รอบสาม ซึ่งจะเป็นรอบที่ทีมจากพรีเมียร์ลีค ลงทำการแข่งขันด้วย ทำให้บางคู่จะเป็นการเจอกันระหว่างทีมที่ห่างชั้นกันมากเหลือเกิน ซึ่งดูตามหน้าเสื่อแล้วทีมที่อยู่ดิวิชั่นสูงกว่าก็น่าจะชนะไปแต่ว่าเกมเอฟเอคัพไม่เป็นอย่างนั้น ทุกปีจะมีเกมที่เราเรียกว่า แจ็คผู้ฆ่ายักษ์เสมอ แน่นอนว่าปีนี้เราก็ต้องมาลุ้นกันว่าใครจะได้เป็นแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ไป

การเล่นที่ทุ่มเท อัดแหลก

การเจอกันของทีมในระดับดิวิชั่นที่ต่ำกว่า นอกจากจะทำให้ได้เห็นนักเตะที่เราไม่รู้จักแน่นอนแล้ว จะทำให้เราได้เห็นวิธีการต่อสู้แบบฟุตบอลสไตล์อังกฤษจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งสู้ฟัด อัดแหลก เสียบเป็นเสียบ วิ่งชนไม่กลัว ซึ่งนี้แหละคือฟุตบอลอังกฤษขนานแท้ ความเป็นจิตวิญญาณของนักสู้นี่แหละ ที่จะทำให้เราเผลอเชียร์พวกเค้าให้ล้มทีมคู่แข่งโดยไม่รู้ตัว

การได้ไปเล่นในสนามที่ห่างไกล

ทุกทีเวลาเราดูถ่ายทอดสดฟุตบอลลีค เรามักจะได้เห็นแต่สนามฟุตบอลที่หรูหรา โออ่า สมกับเป็นพรีเมียร์ลีค แต่ว่าในเกมเอฟเอคัพ บางครั้งทีมใหญ่จะต้องออกไปเยือนทีมที่อยู่ในระดับต่ำกว่า ทำให้เราต้องเห็นสภาพสนามที่แตกต่างกันไป ซึ่งสนามที่อาจจะย่ำแย่นี่แหละมีผลต่อการเล่นอย่างมาก ทั้งลมแรง เฉอะแฉะ ควบคุมบอลไม่ได้ สุดท้ายอาจถึงแพ้ได้เลยก็มีมาแล้ว

 

ซิโก้ เจอยูเออี เรื่องเหลือเชื่อที่เป็นจริง

ซิโก้
ซิโก้

เชื่อว่าหากได้ย้อนไปสัก 10 ปีที่แล้ว ชื่อของเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หรือ ซิโก้ น่าจะเป็นชื่อที่แฟนบอลไทยคุ้นหูมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเล่นศูนย์หน้าที่เฉียบขาด ทั้งยิง ทั้งจ่าย คมกริบ หรือจะเป็นเครื่องหมายการค้า “จอมตีลังกา” หรือจะเป็นผู้บุกเบิกการเล่นต่างประเทศให้กับน้องๆรุ่นต่อไป หรืออีกหลายๆอย่างแต่ตอนนี้เค้าคือ กุนซือทีมชาติไทยที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่ง ยิ่งการได้พาทีมชาติไทยไปเจอกับ ยูเออี ในเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก รอบสาม ครั้งนี้มีความหมายอย่างมาก

ไทย เจอ ยูเออี ครั้งสุดท้ายในวันอำลาสนามของพี่ซิโก้

การเจอยูเออีในครั้งนี้ ต้องถือว่าเป็นอะไรที่พิเศษมากจริงๆสำหรับพี่ซิโก้ และทีมชาติไทย ไม่น่าเชื่อว่าไทยเราไม่ได้เจอกับยูเออีนานมาก นานแค่ไหน ก็ครั้งสุดท้ายที่เจอกันคือ เกมนัดอุ่นเครื่องที่ไทยเราเปิดบ้านเสมอกับ ยูเออีไป 1-1 เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2007 หรือเมื่อ 11 ปีที่แล้ว แถมแมตซ์นั้นยังเป็นการอำลาสนามของซิโก้อีกด้วย

ในการอำลาสนามวันนั้น พี่ซิโก้ได้อธิบายความรู้สึกตัวเองหลายๆอย่าง ตั้งแต่การขอบคุณผู้สนับสนุนทั้งในและนอกสนาม ไม่ว่าจะเป็นสมาคมฟุตบอล ผู้จัดการทีม ผู้ฝึกสอน เพื่อนร่วมทีม และแฟนบอล แน่นอนว่ามีประโยคหนึ่งที่พี่โก้พูดและให้คำมั่นสัญญาว่าจะกลับมาเป็นโค้ชทีมชาติไทยในอนาคต และตอนนี้พี่โก้ก็ทำแล้ว แถมทำได้ดีเสียด้วย

การเจอกับ ยูเออี ที่ต่างไปจากเดิม

การเจอกับ ยูเออี ครั้งนี้ถือว่าจะห่างจากครั้งสุดท้ายถึง 11 ปี แต่เชื่อว่า ครั้งนี้พี่โก้ น่าจะเต็มที่อย่างแน่นอน ส่วนตัวผู้เขียนเองรู้สึกแปลกๆว่าครั้งนี้ พี่โก้ จะมีพลังแฝงในการเอาชนะ ยูเออี ไปได้ มาลุ้นกันว่าพี่โก้จะทำได้หรือเปล่า