โค้ชหน้างาน กับ โค้ชหน้าจอ มันต่างกันเยอะ

ช่วงหลายปีมานี้ ต้องยอมรับเลยว่า การวิเคราะห์วิจารณ์หลังเกมการแข่งขันฟุตบอลนี่ดุเดือดมาก ถ้าอย่างนั้น ถ้าอย่างนี้ ทำไมไม่ทำอย่างนั้น ทำไมไม่ทำอย่างนี้มีเยอะมาก ยิ่งพวกนักวิจารณ์นี่ตัวดีเลย หลายครั้งที่ดูอยู่ก็อยากจะให้พวกเค้าลองไปคุมเองดูเหมือนกันว่าจะทำได้อย่างที่พูดหรือเปล่า เหมือนอย่างที่ข่าวที่ แกรี่ เนวิลล์ ที่ได้โอกาสคุมทีมบาเลนเซียแล้วล้มเหลวไม่เป็นท่า คงจะรู้แล้วว่า การดูอยู่หน้าจอกับการไปคุมเองมันต่างกันเยอะเนื่องจาก

ตัวแปรที่ไม่เคยมีอะไรแน่นอน

อย่างแรกที่ทำให้การลงไปคุมเองไม่เหมือนพูดหน้าจอ นั่นก็คือเวลาแข่งจริงๆในสนามนั้นมีตัวแปรที่พร้อมจะไม่แน่นอนเกิดขึ้นเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความผิดพลาดของกรรมการ อาการบาดเจ็บ ใบเหลือง ใบแดง ความพร้อมของตัวสำรอง และอีกมากมาย ซึ่งการจัดการเรื่องเหล่าสถานการณ์เฉพาะหน้าเหล่านี้ให้ได้ภายในเวลาที่จำกัด 90 นาทีนี่แหละ เป็นงานของผู้จัดการทีม ซึ่งบางอย่างคนที่ดูอยู่หน้าจอจะไม่รู้เลย

การบริหารจัดการนอกสนาม

นอกจากในสนามแล้ว การบริหารจัดการนอกสนามก็เป็นอีกเรื่องที่โค้ชหน้าจอไม่รู้ พวกเค้าอาจจะคิดถึงแค่เกมที่ต้องพูดถึงเท่านั้น พอจบแล้วก็ไปหาคู่ใหม่ดูตามหน้าที่ แต่ผู้จัดการทีมจริงจะต้องคิดถึงทีมตัวเองแทบจะตลอดเวลา ตั้งแต่สากกะเบือ ยันเรือรบเลย ทั้งซ้อม ทั้งเสกาต์คู่แข่ง หาโรงแรมที่พัก ทีมเยาวชน และอีกมากมาย ซึ่งเรื่องเหล่านี้โค้ชหน้าจอไม่ต้องทำ ก็เลยอาจจะไม่รู้อะไรบางอย่างที่ข่าวไม่ได้ออกมาบอก

ข้อมูลเบื้องลึก เบื้องหลัง

เรื่องที่สาม โค้ชหน้าจอ เต็มที่ก็ได้เพียงแค่เสพข่าวเท่านั้น แต่โค้ชหน้าสนามจะต้องดูข้อมูลเบื้องลึกทั้งทีมตัวเอง และทีมคู่แข่งอีกมากมาย เพื่อการตัดสินใจ ซึ่งบอกเลยว่ายากและวุ่นวายกว่าเยอะ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ แกรี่ จะขอเลิกการเป็นผู้จัดการทีมแล้ว